09.14.08
บทความสั้นๆน่าอ่านของอาจารย์ใจ จากเอเชียเซนติเนล
คำแปลบทความจากนิตยสารเอเชียเซนติเนล วันที่ 10 กันยายน 2008
“การปรุงอาหารที่ไร้สาระในประเทศไทย” โดยอาจารย์ ใจ อึ้งภากรณ์
ศาลไทยสั่งปลดนายกรัฐมนตรีด้วยความผิดที่ไปจัดทำรายการอาหารโชว์
วิกฤตการณ์การเมืองไทยกลับกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเมื่อศาลได้ตัดสินว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีต้องออกจากตำแหน่งเพราะเขาไปปรากฏในรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แทนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่มีสาระเช่น ความถูกต้องชอบธรรมของกระบวรการประชาธิปไตย การฆ่ากันตามท้องถนนระหว่างคนไทยสองฝ่ายที่มีความคิดที่ตรงกันข้ามกัน หรือพยายามแสวงหาวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตยและสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤต ศาลไทยกับเลือกที่จะเข้าร่วมในกระบวนการปาหี่ทางการเมืองซึ่งกำลังแสดงอยู่
ศาลยึดมั่นตามตัวอักษรแต่กลับละเลยเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฏหมาย จึงได้มีคำสั่งให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง พรรคการเมืองของสมัครสามารถเสนอชื่อเขาเข้ารับตำแหน่งได้อีกครั้งหนึ่ง วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของกฏหมายคือการพยายามลดบทบาทและอิทธิพลของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีต่อรัฐบาล กฏหมายไม่ได้ตั้งใจจะมีไว้เพื่อกรณีแบบรายการทำอาหารเช่นนี้ บรรดาผู้ที่มีความเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริ์ยเป็นประมุขและทรงมี “พระราชอำนาจและความเป็นศูนย์กลางแห่งความมั่นคง” อาจกำลังคิด (ซึ่งเป็นเรื่องที่มีเหตุผลสมคสรที่จะคิดเช่นนั้น) ว่าทำไมพระองค์จึงไม่เข้ามาแทรกแซงเพื่อนำมาซึ่งความสงบและทางอกกที่เป็นประชาธิปไตย คนอื่นๆอาจมีคำตอบแล้ว
บรรดานักวิจารณ์ตามเวบไซด์ต่างๆพากันเยาะเย้ยว่านี่อาจเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งของการโปรโมทการทำอาหารไทย และร้านอาหารไทย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผลที่ตามมามันค่อนข้างจะเลวร้าย ไม่ว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นสูงครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ผู้ที่ได้รับเคราะห์กรรมก็คือระบอบประชาธิปไตยและบรรดาคนยากจน กลุ่มฟาสซิสต์ที่ต่อต้านรัฐบาลที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์สร้างระบบการเมืองใหม่แบบอำนาจนิยม โดยกระตุ้นให้มีการใช้กไลังรุนแรงและเรียกร้องการรัฐประหาร หลังจากที่คนพวกนี้หมดความหมายแล้ว อาจถูกผลักดันไปอยู่อีกด้านหนึ่ง เมื่อกองทัพและบรรข้าราชการชั้นสูงกลับมามีอำนาจ
มีเสียงเรียกร้องให้มีทางเลือกทางการเมืองทางอื่น ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย ความเป็นธรรมทางสังคม และการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เราต้องการรัฐสวัสดิการที่ใช้เงินภาษีของคนรวยมาเป็นตัวขับเคลื่อน สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อบรรดาผู้ที่อยู่ในกลุ่มการเคลื่อนไหวของประชาชนและต้องการเป็นอิสสระจากบรรดาชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายจะลุกขึ้นยืนหยัด และเริ่มลงมือดำเนินการ
http://www.asiasentinel.com/index2.php?option=com_content&task=view&id=1427&pop=1&page=0&Itemid=31