09.08.08
คำแปลบทความจากนิวสวีคเรื่องนโยบายเศรษฐกิจทักษิณ
ใครจะชอบหรือไม่ชอบทักษิณ ผมเชื่อว่าต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง และไม่มีใครมีสิทธิไปตำหนิใครว่าโง่หรือฉลาด
คนทุกคนมีสิทธิที่จะคิด มีสิทธิที่จะเชื่อ
ผมเองเชื่อว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่เลวไปทุกเรื่องหรือว่าดีไปทุกอย่าง
โลกที่มีแต่สีขาวกับสีดำ ถ้าไม่ใช่โลกของเด็กอมมือ ก็เป็นโลกของคนตอแหลปลิ้นปล้อน
ผมชอบนโยบายเศรษฐกิจของทักษิณ และคิดว่าบทความนี้น่าสนใจครับ
บทความจากนิตยสารนิวสวีค
ผู้นำที่ส่องแสง: บรรดาปัญญาชนเยาะเย้ยดูแคลนทักษิณ แต่นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมของเขากำลังแพร่ขยายทั่วทวีปเอเชีย แม้เมื่อเขาหมดอำนาจแล้ว
ในทางการเมือง ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าซากของพลังที่ถูกใช้งานจนหมดแล้ว เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยต้องแอบเดินทางไปอยู่ที่อังกฤษเพื่อความปลอดภัยของชีวิตของเขาเอง ซึ่งเป็นการยุติความคาดหวังชัยชนะทางการเมืองภายหลังการเดินทางกลับสู่ประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ของเขาภายหลังจากการต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทักษิณให้เหตุผลถึงการเดินทางไปอยู่ที่อังกฤษว่า บรรดากระบวนการสืบสวนข้อกล่าวหาว่าเขาคอร์รัปชั่น และเรื่องอื่นๆที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น “เป็นไปอย่างมีอคติเพื่อกำจัดผมและครอบครัว” การเดินทางลี้ภัยแบบกระทันหันของอภิมหาเศรษฐีผู้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาด้วยตัวเองไก้กระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงกันว่า บรรดาข้อกล่าวหาที่มีต่อเขานั้นมีความถูกต้อง ชอบธรรมเพียงใด รวมทั้งประเด็นที่ว่า รัฐบาลไทยควรดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ และอนาคตทางการเมืองของพรรคที่จงรักภักดีต่อเขาจะเป็นอย่างไร
แต่กระนั้นก็ตาม แทบไม่มีใครพูดถึงความยิ่งใหญ่ที่จะยั่งยืนนานของทักษิณ นั่นก็คือ นโยบายเศรษฐกิจจากรากหญ้าขึ้นสู่ระดับบนซึ่งได้รับการตอบสนองด้วยดีจากประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก ในกระบวนการที่อาจถือว่าเป็นการโฆษณาตัวเองแบบมากเกินไปของทักษิณ ชินวัตร เขาเรียกนโยบายเศรษฐกิจนั้นว่าเป็น “ทักษิโณมิคส์” โดยใช้นโยบายนี้ในฐานะที่เป็นแผนการที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนในชนบทให้พ้นจากความยากจน เมื่อเขาชนะการเลือกตั้งในปี 2001 เขาเริ่มนำนโยบายเศรษฐกิจนี้มาปฏิบัติทันที และความคิดริเริ่มของทักษิณก็สร้างผลดีอย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องทนรับจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งช่วงปี 1997-1998 และทักษิณทำให้การพัฒนาเศรษญกิจของไทยอย่างรวดเร็วกลายเป็นเรื่องที่น่าอิจฉาของประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทุกวันนี้ ทั่วทวีปเอเชีย ได้มีการนำนโยบายที่ลอกเลียนแบบนโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปใช้อย่างแพร่หลายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเคยเผชิญมาแล้ว และกำลังเป็นปัญหาที่ทั้งทวีปกำลังเผชิญ คือการที่พึ่งพาการส่งออกมากเกินไป การพัฒนาที่ไม่เสมอภาคระหว่างกลุ่มชนในเมืองที่มั่งคั่งและคนจนในชนบท
บรรดานักวิจารณ์พากันคร่ำครวญว่านโยบายของทักษิณเป็นประชานิยมแบบดินพอกหางหมู แต่ข้อสงสัยที่ตั้งต้นไว้กลับถูกล้มล้างด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าการปลอดหารชำระหนี้เกษตรกร และเงินกู้กองทุนหมู่บ้านกลับส่งผลเป็นตัวจักรในการสนับสนุนการผลิตและการให้บริการในระดับรากหญ้า และยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาหลักประกันพื้นฐานของสวัสดิการสังคมด้วยโครงการประกันสุขภาพราคาถูก และการกระตุ้นให้ครัวเรือนเก็บออมน้อยลง และใช้เงินมากขึ้น ทักษิณเรียกโครงการนี้ว่าเป็นการพัฒนาแบบ “คู่ขนาน” คือการพัฒนาตลาดในประเทศให้ขยายตัว และก็ส่งเสริมการส่งออกไปในเวลาเดียวกัน และมันก็ได้ผล
แน่นอนที่หนี้สินภาคสาธารณะจะเพิ่มขึ้น แต่ปัญหานี้ก็ได้รับการแก้ไขด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเก็บภาษีได้มากขึ้น เศรษฐกิจของไทยขยายตัวในอัตราหกเปอร์เซนต์ต่อปีถึงหกปีติดต่อกัน การพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศและการส่งออกลดลง และช่องว่างรายได้ของคนรวยและคนจนในประเทศลดลงในเวลาที่ช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจนในที่อื่นๆทั่วทั้งเอเชียมีแต่กว้างขึ้น
แนวคิดของทักษิณ ชินวัตรที่ว่า การเปิดโอกาศให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุน การจ้างงานและสวัสดิดารสังคมพื้นฐานจะช่วยปรับเปลี่ยนภูมภาคที่ด้อยพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องจักรของการเจริญเติบโต กลายเป็นปรัชญาความคิดที่ได้รับการยอมรับไปทั่ว
ประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบังแห่งอินโดเนเชียได้นำนโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปใช้ในการช่วยเหลือครัวเรือนที่ยากจนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดจากการหยุดการช่วยเหลือด้านราคาน้ำมัน ประธานาธิบดี มานโมฮัน ซิงห์แห่งอินเดียก็นำนโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปใช้ และช่วยให้เกิดการสร้างงานหลายล้านตำแหน่งในเขตชนบท โดยเขาประกาศนโยบายเศรษฐกิจที่แทบจะเป็นการสะท้อนนโยบายของทักษิณทุกอย่าง
ในฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดี กลอเรีย มาคาปากัล อาโรโย่ ได้ประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในนโยบายทักษิโณมิคส์” และตั้งแต่ปี 2006 เมื่อรัฐบาลกลางของจีนประกาศนโยบายชุดใหญ่ที่จะผันการลงทุนของรัฐเพื่อสร้าง “ชนบทสังคมนิยมแนวใหม่”เพื่อพัฒนาดินแดนชั้นในของจีนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลแห่งกรุงปักกิ่งได้ยกเลิกการเก็บภาษีการทำนา จัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลให้หน่วยงานในชนบทและดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อฟื้นฟูชนบทที่ยากจนในเขตที่ห่างไกล (มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลจีนได้ส่งทีมมายังประเทศไทยเพื่อศึกษานโยบายทักษิโณมิคส์ตั้งแต่ปี 2003)
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำจีนได้ประกาศย้ำความสำคัญของนโยบายที่ประธานาธิบดีหู จินเป่า ประกาศว่าเป็นการเจริญเติบโต “อย่างสอดคล้องกัน” และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งนักวิเคราะห์ชาวจีนและต่างประเทศต่างชี้แนะว่า ในเร็วๆนี้ รัฐบาลจีนน่าจะประกาศใช้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเป้าหมายของการพัฒนาไปที่กลุ่มทางเศรษฐกิจที่ด้อยโอกาศ
ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้นำของภูมิภาคเอเชียผู้บุกเบิกการพัฒนาแบบ “คู่ขนาน” หรือ Dual Track เขาควรจะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักคิด นักวางแผนทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ชุลมุนทางการเมืองขึ้น ช่วงปลายปี 2005 เขาขายหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของครอบครัวให้แก่บริษัทที่ทำหน้าที่ด้านการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ เป็นเงินมูลค่าสูงถึง หนึ่งพันเก้าร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐโดยไม่เสียภาษี การขายหุ้นครั้งนั้นดูจะเป็นการก้าวล้ำไปเกินกว่าที่วัฒนธรรมการเมืองกึ่งอาณานิคมของไทยจะเข้าใจและเปิดใจยอมรับ ผลที่ตามมาก็คือกลุ่มชนชั้นสูงที่เชื่อมกับนักธุรกิจหัวเก่า พรรคการเมืองฝ่ายค้านและส่วนหนึ่งของกองทัพ ได้เรียกร้องให้เขาลาออกและเริ่มรณรงค์การประท้วงอย่างยาวนานตามท้องถนนจนทำให้กรุงเทพตกอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานานหลายเดือน
ในวันที่ 19 เดือนกันยายน ปี 2006 กองทัพได้ทำการรัฐประหารเป็นครั้งที่สิบสามนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยในเวลานั้น ทักษิณอยู่ที่นิวยอร์คเพื่อกล่าวปราศรัยที่องค์การสหประชาชาติ
ฬนตอนแรก คณะรัฐประหารพยายามยกเลิกนโยบาย “ทักษิโณมิคส์” เพื่อส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงเชิงพุทธ แต่กระแสต่อต้านจากประชาชนรุนแรงและรวดเร็วมากจนรัฐบาลทหารต้องกลับลำนโยบายและหันมาส่งเสริมนโยบายของทักษิณ แม้แต่เดิมที่เก็บเงินค่ารักษาพยาบาลสามสิบบาทก็ยกเลิกเปลี่ยนเป็นให้การรักษาฟรีแทน รัฐบาลใหม่ของไทยก็เดินตามแนวนโยบายของทักษิณ ตั้งแต่การลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง การให้ครอบครัวคนจนใช้ไฟฟ้าและน้ำปะปาฟรี การจัดรถเมล์และรถไฟให้คนจนใช้ฟรี นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศว่านโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยให้ขยายตัวได้ถึงร้อยละหกต่อปี และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวคนจนได้โดยเฉลี่ยถึงปีละสามร้อยห้าสิบดอลลาร์ (ประมาณหนึ่งหมื่นหนึ่งพันบาทต่อปี) “ฬครก็ตามที่นำนโยบายแบบนี้มาใช้จะได้คะแนนเสียงจากประชาชน และใครก็ตามที่ดึงเอาประโยชน์เหล่านี้ไปจากประชาชนจะแพ้การเลือกตั้ง” เป็นคำกล่าวของนิตินัย สิริสมรรถการ นักเศรษญศาสตร์อิสสระ
markpeak said,
September 9, 2008 at 4:41 pm
ผมตามมาอ่านจาก ฟดก เห็นชื่อคุณมานานแล้ว แปลได้เยี่ยมครับ