09.07.08
พันธมิตรเลวร้ายกว่ารัฐประหาร คำแปลจาดอิคอนอมิสต์
บทบรรณาธิการจากนิตยสาร ดิอิคอนอมิสต์ ฉบับวันที่ 5 กันยายน 2551
“ประเทศไทย: สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการทำรัฐประหาร”
เราไม่ควรปล่อยให้กลุ่มนิยมเผด็จการที่ใช้กำลังก่อกวนรัฐบาลสามารถล้มล้างรัฐบาลที่แม้จะมีข้อด้อยมากมายแต่ก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย บางครั้งก็หมายถึงการที่ต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ได้มีความน่าเลื่อมใสนัก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีผู้มีวาจาก้าวร้าวของไทยอาจจะเป็นบุคคลที่ยากที่จะปกป้อง นายสมัครเป็นพวกอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปลุกระดม ตำรวจและอันธพาลให้ใช้กำลังเข้าทำร้ายนักศึกษาที่ชุมนุมประท้วงอย่างไร้อาวุธเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2519 เมื่อนายสมัคร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังจากที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้วหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นายสมัครได้เลือกบุคคลที่ไม่เป็นที่น่ายอมรับทางการเมืองเพราะมีความเกี่ยวโยงกับรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหาร แต่ในสภาวะที่กองทัพต้องกลับเข้ามาสู่ท้องถนนอีกครั้งหนึ่งนั้น เป็นครั้งแรกที่ ถ้าสมัครไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกต้อง อย่างน้อย ก็เป็นฝ่ายที่มีความผิดน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามที่มุ่งทำลายล้างเขา
รัฐบาลของสมัครมีข้อบกพร่องมากมาย แต่มันจะเป็นสิ่งที่ผิดและอันตรายอย่างร้ายแรง หากกลุ่มผู้ประท้วงที่ใช้กำลังเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลในกรุงเทพสามารถบีบบังคับให้รัฐบาลลาออกได้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาภายหลังจากที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล สมัครได้ประกาศสภาวะฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการกองทัพให้การสนับสนุนการตัดสินใจของเขา แต่จนถึงกลางสัปดาห์ก็ยังปฏิเสธที่จะใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบ ถ้าผู้ประท้วง ที่กล่าวอ้างและเรียกตัวเองแบบผิดๆว่าเป็น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นฝ่ายชนะ ประชาธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาโดยมาตรฐานของเอเชียแล้วถือได้ว่าเป็นแนวหน้าของระบอบประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างน่ากลัว ผู้ประท้วงบางส่วนใหนกลุ่มของพันธมิตรเป็นพวกเสรีนิยมที่ไม่พอใจการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของรัฐบาลทักษิณ และไม่พอใจที่รัฐบาลของสมัครก็ไม่ได้ดีไปกว่าสมัยของทักษิณ แต่ผู้นำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้มีความเป็นเสรีนิยม และก็ไม่ได้ฝักใฝ่ประชาธิปไตย กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวของนักธุรกิจที่ต้องการเข้ามีมีปฏิกิริยาทางการเมือง นายพลทหารและข้าราชการ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะรู้ว่าพวกเขาจะแพ้การเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่กลุ่มพันธมิตรต้องการ “การเมืองใหม่” ซึ่งเป็นการผลักประเทศถอยหลังไปสู่การปกครองในระบอบเผด็จการ โดยเรียกร้องให้สมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภามาจากการแต่งตั้ง และมอบอำนาจให้กองทัพเข้าแทรกแซงรัฐบาลได้ทุกเมื่อที่กองทัพต้องการ คนกลุ่มนี้เถียงว่า บรรดาประชาชนส่วนใหญ่ที่สนับสนุน ทักษิณ และนายสมัคร เป็นพวกที่ “ด้อยการศึกษา” เกินกว่าที่จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนราษฎรได้อย่างเหมาะสม ข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรมองข้ามความจริงที่พวกเขาไม่พอใจยอมรับ ความจริงที่ว่าก็คือ นายกรัฐมนตรีทั้งสองคนนั้นเป็นผู้สนับสนุนนโยบายประชานิยม อย่างการรักษาพยาบาลราคาถูกและสินเชื่อให้คนจน
สถาบันพระมหากษัตริย์ และเส้นทางสู่หายนะสายเดียวกับพม่า
ผู้นำของกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้ข้ออ้างเดียวกับที่ใช้ตอนเรียกร้องให้มีการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นั่นก็คือ ข้ออ้างที่ว่าพวกเขาปกป้องพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลนเดชที่คนไทยรักเคารพจากแผนการเปลี่ยนประเทศไปสู่การปกครองในระบบสาธารณรัฐ ผู้ประท้วงร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ บางส่วนเชื่อว่าการประท้วงของพวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก”พระเจ้าอยู่หัว” ถ้าการประท้วงแบบนี้เกิดขึ้นในที่อื่นๆทั่วโลก ป่านนี้ตำรวจคงใช้กำลังเข้าปราบปรามไปแล้ว แต่เป็นที่กระซิบกระซาบกันทั่วไปว่า กลุ่มพันธมิตรฯได้รับการปกป้องจาก “เบื้องบน” ซึ่งรวมถึงนายทหารหัวรุนแรงและชนชั้นนำในพระราชวัง (ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัวเอง) สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่ไร้สาระ แต่การห้ามไม่ให้มีการวิพากษ์ วิจารณ์ และก็ยังไม่มีการปฏิเสธข่าวลือนี้จากสำนักพระราชวังเพราะกฏหมายล้าหลังในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยที่มีโทษรุนแรง กลายเป็นทำให้ข่าวลือเรื่องนี้แพร่หลายไปทั่ว
ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ฉบับของทางการ พระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ปกป้องสันติภาพและประชาธิปไตย ผู้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ขณะนี้ดูจะถึงเวลาแล้ว พระดำรัสที่ชาญฉลาดของพระเจ้าอยู่หัวจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดความตรึงเครียด คนไทยชอบที่จะเชื่อว่าพวกเขาเก่งกาจในการหาข้อสรุปเพื่อลดข้อขัดแย้ง แต่ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา มีสัญญาณของการประนีประนอมน้อยมากในประเทศไทย และตอนนี้ ก็มีความเสี่ยงว่าจะมีการประนีประนอมที่เลวร้าย รัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งอย่างถูกต้องถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่งเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและใช้กำลังผิดกฏหมาย รัฐบาลอาจถูกบีบให้ต้องยอมหลีกทางให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เคยแสดงความเป็นผู้นำทางการเมืองนอกไปจากการเฝ้ารอเวลาที่อำนาจ และตำแหน่งในรัฐบาลจะได้รับการประเคนใส่จานให้โดยกลุ่มพันธมิตร กรณีของไทยก็ไม่แตกต่างไปจากบังคลาเทศ ที่ใช้พลเรือนออกหน้าเพื่อกลบเกลื่อนเผด็จการทหารที่อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
สิ่งที่พอจะยอมรับได้ของการประนีประนอมที่สมเหตุสมผลคือ การที่นายสมัครหลีกทางให้ ผู้นำที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งผู้สนับสนุน ซึ่งรวมถึงกองทัพ ข้าราชการ และ (ถ้าเป็นจริง) สถาบันพระมหากษัตริย์ จะต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชนืแต่ผู้นำของกลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่ยอมยุติจนกว่าพวกเขาจะได้ชัยชนะในการนำประเทศไทยถอยหลังไปสู่ความเป็นเผด็จการ ซึ่งในแง่นี้ กลุ่มพันธมิตรฯเป็นเรื่องที่เลวร้ายกว่าพวกที่ทำการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เสียอีก เพราะอย่างน้อยพวกที่ทำการรัฐประหารก็สัญญาว่าจะนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศผ่านการเลือกตั้ง และหลังจากที่ถูกแรงกดดันจากประชาชน ก็ยอมทำตามสัญญา
ประเทศไทยที่เคยมีความเจริญรุ่งเรือง มีความก้าวหน้าและเป็นประเทศเสรี ได้พัฒนาก้าวพ้นจากยุคมืดที่เพื่อนบ้านอย่างพม่ายังประสพอยู่ พม่ายังอยู่ภายใต้เผด็จการทหารที่ถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว บรรดามหาอำนาจต่างประเทศที่เป็นเพื่อนของรัฐบาลไทยต้องเตือนชนชั้นนำว่าการปล่อยให้มีการล้มรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่นำประเทศถอยหลัง และอย่างที่พม่าได้ประสพมาแล้ว การกระทำเช่นนั้นจะนำไปสู่การต่อต้านจากประเทศต่างๆทั่วโลก บรรดานักท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อเห็นข่าวความไม่สงบผ่านจอโทรทัศน์ ซึ่งรวมถึงการปิดสนามบิน อาจนำไปสู่การบอยคอตโดยต่างประเทศด้วยตัวของมันเอง
markpeak said,
September 9, 2008 at 4:42 pm
ผมเขียนบล็อกถึงบทความนี้ไว้เหมือนกัน ดูได้ที่ http://www.isriya.com/node/2158/worse-than-a-coup (เผอิญผมอยู่ที่อังกฤษเลยอ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษก่อน)